GO

ลมเย็นเฉียบพัดมา..พร้อมกับละอองเกล็ดหิมะรูปดาวแฉก ฟ้าว.....ว

นับแต่รับหัวใจซามูไรB8.5 มาอยู่ในตัว.....ข้าพเจ้าพยายามปลิดภาระอันเป็นเหตุแห่งความกังวลใจทั้งหลายออกไป ธรรมชาติของหัวใจนักรบ มิอาจล่วงรู้ได้ว่าเมื่อใดจะถูกพิชิต การรับรู้ถึงความหอมหวานแห่งชนะอยู่หลายครั้งนั่นหมายถึงยังมีลมหายใจอยู่...แต่หากรบแพ้นั่นหมายถึงชีวิต และคงไม่มีความจำเป็นใด ที่จะรับรู้เรื่องราวบนโลก..ภายหลังจากหัวใจหยุดเต้นแล้ว

ภาระอันเป็นเหตุแห่งความกังวล คือ สิ่งของสะสม ทรัพย์สมบัติ สิ่งของมีค่า ความรัก

ระหว่างข้าพเจ้าเดินทางขึ้นเหนือของเกาะคิวชู (Kyusyu) ขณะนั้นอากาศเย็นยะเยือก..ใบไม้เปลี่ยนสี ก่อนจะมุ่งเข้าวัด ดาไซฟุ (Dazaifu) สายตาก็เหลือบเห็น ไอ้มดแดงวี 1 หรือวี 2 ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะไอ้สองตัวนี้หน้าตามันเหมือนกันยังกับแกะ มันยืนจังก้า ในท่าพร้อมสู้ อยู่หน้าบ้านเล็กๆโทรมหลังหนึ่ง กะ....กึก..

ข้าพเจ้าไม่รู้ว่ามันจะมาไม้ไหน ต่างยืนจ้องกันอยู่อย่างนั้นถึง50 วัน อ่อนล้าอย่างมาก..จนวันสุดท้ายจึงตัดสินใจลุย....เราต่อสู้กันถึงสิบนาที สุดท้ายก็เสมอและตกลงเป็นเพื่อนกัน ก่อนจากลาจึงขอถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึก ....การรบเสมอทำให้มีชีวิตอยู่ต่อไป

พิพิธภัณฑ์ของสะสมแห่งความรัก

ณ ทางก่อนเข้าวัด ดาไซฟุ (Dazaifu) มันดูเหมือนบ้านคน โทรมๆเก่า แต่เมื่อเดินเข้าไปข้างใน ก็ต้องทึ่ง เพราะทุกกระเบียดนิ้ว เต็มไปด้วยสิ่งของสะสม ที่ผ่านกาลเวลามานานทีเดียว เป็นของหายาก สิ่งของถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ...

ได้คุยกับเจ้าของที่แห่งนี้ "ผมสะสมของพวกนี้เพราะความรักที่มีต่อมันครับ"

ระบุ..รูปแรก คือภาพเจ้าของพิพิธภัณฑ์ (เสื้อแดง)กับแม่ที่อุ้มหลานสาว

ฮ่า ฮ่า ฮ้า....





edit @ 2006/10/14 02:13:03

ไอ้แว่น

posted on 12 Oct 2006 04:39 by lolay in GO

ภาพ : ร้านขายแว่นตา ที่เมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น

"ไอ้แว่น" ผมรู้สึกโมโหมากที่ถูกไอ้แจ่มมันเรียกผม ผมเกิดบันดาลโทสะ พุ่งหมัดขวา ฟ๊าบส์ เข้าที่บ้องตามัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า เพี่ยงหมัดเดียว มันจอดเลยแฮะ ลงไปนอน....ก่อนที่ผมจะง้างหมัดที่สองตาม ไอ้แก่น (หัวหน้าห้องชั้น ป.6) มันตะโกนกรอกหูผม "เฮ้ยพอแล้ว" หมัดจึงหยุดทันที.....

เหตุการณ์ในบ่ายวันนั้น เป็นวันประกาศศักดาในฐานะนักเรียนใหม่ แม้ผมจะชนะในการรบเพียงครั้งแรก แต่ไช่ว่าผมจะรู้สึกสงบในใจได้ไม่ ผมยังรู้สึกระแวง ระวังว่ามันจะเอาคืนเมื่อไหร่.........ไอ้แจ่ม มันนักเลงพอดู ใครๆต่างรู้กิติศัพท์ในความเกเรของมัน ผมได้ยินสรรพคุณของมันตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องเรียนวันแรก

คำว่า "ไอ้แว่น" คิดดูแล้วผมก็บ๊องส์อยู่นะ แค่โดนเรียกฉายาเพียงเท่านี้ ดันโมโหจนเกิดเรื่อง แน่หละ เป็นเพราะผมบรรจุสรรพคุณของไอ้แจ่มเอาไว้ในสมองอย่างเต็มพิกัด ความระแวง ความประหม่า ต่อนักรบในพื้นที่ย่อมมีอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะนักรบที่พลัดถิ่นมาอย่างตัวผม...จึงประมาทไม่ได้ (ย้ายโรงเรียนตามครอบครัว)

หลังจากระแวงกันอยู่เดือนกว่าๆ จึงหายระแวง เพราะในที่สุด ไอ้แจ่มมันให้ไอ้แดง(สมุนมือขวา)มาทาบทามผมเข้ากลุ่ม ....ตามสไตล์ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ผมทำเสียงเบ่ง "ไอ้แดง มึงไปเรียกไอ้แจ่มมาคุยกับกู"

ฮ่า ฮ่า ฮ่า กลุ่มที่หมายถึงคือ.... กลุ่มทำรายงานวิชาสังคมศึกษา ผมได้ใช้ความสามารถ ออกแบบหน้าปกรายงาน อย่างเท่สุดๆ จนครูประจำวิชาปรบมือเป็นจังหวะยาวนานถึง 30 นาที

......หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ของนักรบเจ้าถิ่นกับนักรบพลัดถิ่นก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ตอนเช้าทุกวันก่อนเข้าแถว ผมกับไอ้แจ่ม ร่วมทีมเตะบอลพลาสติกดวลกันทุกเช้า

จนเรียนจบ ป.6 ไอ้แจ่มก็ไม่ได้เรียนต่อ มันช่วยที่บ้านทำงาน

ภาพร้านขายแว่นตา ที่เมืองฟูกูโอกะ ( มีนาคม 2005 )ร้านแว่นส่วนใหญ่ที่นี่..มักทำแว่นโตๆ อยู่ที่หน้าร้าน...ถ่ายขณะที่ผมกับเฮม่า อยู่ในรถฟอร์ด ที่ขับโดยโนซูมิ เราออกเดินทางจากย่านเมืองตัวเมืองออกไปชานเมืองเพื่อไปนอนค้างที่บ้านแม่ของโนซูมิ ....หลังจากที่แผ่นดินไหว 6.5 ริกเตอร์ เฮม่า บอกว่า "ฉันไม่สามารถนอนในโรงแรมได้ " เพื่อความสบายใจ โนซูมิจึงพาเราไปนอนที่บ้าน เป็นลักษณะบ้านชั้นเดียว ..ปลอดภัย




edit @ 2006/10/12 04:58:53
edit @ 2006/10/13 17:01:52

หรอย

posted on 01 Oct 2006 22:45 by lolay in GO

ขับรถลงใต้ ไกลจังฮู้

"ทุกวันฉันนั่งหลังพวงมาลัย ขับขี่รถไปอยู่กลางถนน" ท่อนหนึ่งของเพลง ที่ขับร้องโดยธานินทร์ อินทรเทพ

เพลงที่แม่เปิดฟังตอนเรายังเป็นเด็ก ความเพลินของแม่ ทำให้เราได้ฟังไปด้วย แม่ชอบเปิดเพลงของทนงศักดิ์ ภักดีเทวา สมัยนั้นยังฟังเทปคาสเซทตลับ เรามักเอากระดาษในตลับเทปมาอ่านเนื้อเพลง ขณะนั้นเราอยู่ป.3 เองนะ....ยุคสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชะมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

8 โมงเช้า ก่อนออกเดินทาง แม่หยิบซีดี รวงทอง ทองลั่นทม ขึ้นรถมา 1 แผ่น การเดินทางลงใต้ครั้งนี้มีเพลงของรวงทอง...คลอไปตลอดทาง สลับกับเพลงแจ๊สของเรา แม่ร้องคลอไปด้วยเสียงแหลมเชียว...ออกจากหัวหิน บึ่งไป ฝ่าฝนที่ตกตลอดทาง ห่วงทั้งความลื่นของถนน และความง่วงที่จะมาครอบงำ ผ่านปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์

ถนนโล่งดี มีอุบัติเหตุเป็นระยะ ต้องชะลอ...ทำให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ขับไปนานๆ มันชาชินกับถนน....เราขอจอดงีบสักสิบนาทีที่ปั๊มน้ำมัน แม่บอกว่า ได้ยินเรากรน เราก็ดีใจที่เราได้พักผ่อน ฮะ ฮะ กรนด้วย ตื่นมาล้างหน้าให้สดชื่น ระหว่างการเดินทาง เรามองวิว มองท้องฟ้า ก็เพลินดี อากาศสดชื่น ยามที่ฝนตกเบาๆ

แวะไปหาเพื่อนที่ชุมพร ครู่หนึ่ง....ออกเดินทางต่อลงใต้ ถนนช่วงนี้ ขรุขระมาก ฝนตก ถนนนี่...ขาวไปด้วยละอองน้ำ บางช่วงก็น้ำนองถนน โอย....จนเราต้องแวะปั๊ม จอดรอฝนซา ไปถึง....นะ นะ นครศรีธรรมราช ยะ ยะ เย็นเลยครับ...5 โมง แม่บอกว่า "ควรพักทีนี่สักคืนก่อนนะ"

วันรุ่งขึ้นจึงออกเดินทางต่อ งุ่มง่ามกับแผนที่นิดหน่อย เพราะไม่คุ้นเส้นทาง มันก็งี้แหละ..แม่ทำหน้าที่ถือกล้องวีดีโอ ถ่ายถนนเส้นทางและบรรยายพร้อม... ส่วนเราก็ขับไป บางทีหยิบกล้องมากด กด แชะ ...แชะ..แม่เตือนว่า "ระวังหน่อยนะ เดี๋ยวตกถนน"

รถมุ่งหน้าผ่านอำเภอปากพนัง ฝนตกสลับกับแดดออกและแล้วก็.....มุ่งสู่ตำบลแหลมตะลุมพุก บ้านเกิดของแม่ที่ไม่ได้มานานแล้ว......แม่ดีใจจนน้ำตาไหล

ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย แม่ได้พบกับคนเฒ่าคนแก่ ป้า ยาย ญาติ เพื่อน เด็กเล็กแดง แหลงใต้กัน พรืด....พรืด เราได้แต่มอง หะ...หรอย หรอยจังฮู้...วู้


edit @ 2006/10/13 17:04:02

ปารีส paris

posted on 23 Sep 2006 12:55 by lolay in GO

ปารีส Paris

KODAK EASYSHARE V705 Dual Lens Digital Camera

วู้...เอากล้องดิจิตอลเลนส์คู่ที่เจ้ากวางซื้อให้เป็นของขวัญไปปารีส...กะว่าจะถ่ายรปแบบลุยแหลก...หวังว่าเหนาะๆสัก 4,000 รูปว้า... ดันลืมเอาสายชาร์ตแบ๊ตเตอรี่ไปซะนี่ ถ่ายวิวไปได้แค่ 20 รูป ...ฮู้ แบตหมด

อากาศหนาวเย็นยะเยือกดีครับ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับกิจกรรมสองอย่าง คือกลางวันติดตั้งผลงาน ส่วนกลางคืนมึนไวน์ สาวฝรั่งเศสส้วยยย..สวย รูปร่างหน้าตายังกะประติมากรรมหินอ่อน

...วู้


edit @ 2006/10/13 17:04:51

คิดถึงป่า

posted on 21 Jul 2006 00:44 by lolay in GO
คิดถึงป่า
อันที่จริงผมก็จากเขาใหญ่ มาอยู่กรุงเทพฯหลายวันแล้วนะครับ แต่ยังคงคิดถึงความรู้สึก ณ ที่แห่งนั้นอยู่"มันอะไรกันนี่"
"ป่ามันมีมนต์นะทำให้คิดถึง"เพื่อนคนหนึ่งที่ไปเขาใหญ่ด้วยกันกล่าว เห็นจะจริง...นะ
หลายคนในกลุ่มที่ไปด้วยกัน ก็พูดเหมือนกันว่า "คิดถึงป่า"
ไปเขาใหญ่...ผมไม่ได้วาดรูปอะไรอย่างจริงจังเลย ก็ตั้งใจไว้ก่อนอยู่แล้วหละว่า...ไปเก็บความรู้สึก ฉะนั้นจึงมีแค่สมุดเล่มเล็กๆหนึ่งเล่ม กับปากกาดำ และกล้องที่มีอาการเจ้ง (ถ่ายอะไรมาก็เป็นสีฟ้าไปหมด) ....รื่นรมย์ไปกับการชม ธรรมชาติ สูดอากาศเข้าสู่ลมหายใจลึกๆ แบบไม่ต้องเกรงใจ ว่าจะมีสารพิษเข้าสู่ร่างกาย........
ชมวิว...ขณะชมวิว พี่เจ้าหน้าที่ป่าไม้หน้าเข้ม..ก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับป่า สนุกสนานและเพลิดเพลิน ซ้ำ..ไอ้พวกเราก็ช่างถาม ถาม ถามถามตั้งแต่เรื่อง เสือโคร่งไปจนถึง ไข้ป่าตึง ตึง ตึง......ยังกับฟังนิทานเลย
ป่าวัยเด็ก
....นึกถึงป่าในอดีต
สมัยวัยเด็กตั้งแต่ผมเริ่มเดินได้ จนเดินคล่อง...พ่อก็พาผมเดินป่า ไปหาหน่อไม้ หาใบไม้..เอามาคั้นเป็นน้ำ.... พ่อเป็นตำรวจพลร่ม สังกัดค่ายนเรศวรหัวหิน อำเภอหัวหิน ผมจำเรื่องอาหารการกินได้ ว่ากินแต่อาหารกระป๋อง มันเป็นมรดกจากการเข้าไปลาดตะเวนตามตะเข็บชายแดนของพ่อ มัสมั่นเนื้อ และปลากระป๋อง พลร่มไม่ค่อยมีเงิน ลูกๆต้องรู้จักประหยัด และมีความอดทน ตอนเด็กจึงจ่อย (แปลว่าผอม)ครอบครัวเราอาศัยในบ้านเช่าเล็กๆ แต่ก็อบอุ่นดีด้วยความรักจากแม่พ่อไม่ค่อยได้อยู่บ้าน นานๆที ...จะอยู่ก็ตอนที่ออกจากป่าแล้ว พอพ่อออกจากป่าทีไร ผมกับพ่อก็จะได้ผจญภัยด้วยกันเดินป่า ขึ้นเขา ที่หัวหินมีเขาหลายลูก สมัยก่อนป่ายังเป็นป่า คือสมบูรณ์ ในป่ามีเต่า มีเม่น ผมกับพ่อยังเคยเจอเสือดำเลย พ่อบอกผมว่ายืนนิ่งๆ พ่อถือปืนยาวสักพักมันก็เตลิดไป... สัตว์ป่ามันก็กลัวคนมันก็เผ่นไป... ตอนนั้นผมก็ยังเด็ก นึกแล้วก็ยังแปลกใจว่าทำไมพ่อจึงชวนเด็กอย่างเราไป เรามักเดินทางกันตอนเช้า ห่อข้าวไปกินในป่า และกลับบ้านตอนตะวันตกดิน พร้อมกับหน่อไม้หลายหน่อ และใบไม้ที่เอามาคั้นน้ำ และใบไม้สวยๆ
มันคันครับ และมีแผลเสมอ โดนหนามเกี่ยว โดนใบไผ่บาด โดนแมลง ยุงกัดอาวุธของผมมีเพียงมีดและไม้ยาวเหมาะมือ พ่อบอกว่า ไม้ยาวเอาไว้นำทางไล่งู ส่วนมีดเอาไว้ตัดกิ่งไม้บ่อยครั้งมากที่ผมเจอขนเม่น หล่นอยู่ที่พื้น เม่นมันก็กลัวคน มันเป็นสัตว์ที่ผมเจอบ่อยที่สุด ...ในป่าบนเขามีธารน้ำ แต่เราไม่ดื่ม ล้างมือล้างหน้าได้ ดื่มน้ำจากกระติก...
เล่าแค่นี้ก่อนวันนี้....ความทรงจำเกี่ยวกับป่า จบ



edit @ 2006/10/13 17:18:49

เขาใหญ่

posted on 17 Jul 2006 22:12 by lolay in GO

เขาใหญ่ นกเงือก ทาก เก้ง กวาง ฝนตกหนาวศิลปะ

ฝนตกอีกแล้ว ระหว่างรถมุ่งหน้าสู่เขาใหญ่ อากาศตอนบ่ายแก่ เย็นฉ่ำ สดชื่น มองนอกหน้าต่างรถ ที่เป็นฝ้ามัวนิดหน่อย เอานิ้วลูบ ทาบ ภูเขา

ถึงด่านก่อนเข้าอุทยาน มีป้ายติดไว้ว่า ห้ามลิงรับอาหารจากคนตะ ตะ ตะ นึกสงสัย นี่ไม่ได้เขียนให้คนอย่างเราอ่านนี่หน่า เขียนให้ลิงอ่าน สงสัยว่าลิงที่นี่จะอ่านหนังสือออก

รถผ่านด่านไป ทางชัน ต้องใส่เกียร์ 1 ต้นไม้สูงข้างทางหนาแน่น สีเขียวเข้มจริงๆเลยครับ ระหว่างทางเจอ ต้นไม้ล้ม อันเนื่องมาจากฝนพาลมมาด้วย เจ้าหน้าที่กำลังตัดกิ่งไม้ใหญ่ เพื่อแหวกทางให้รถผ่านได้ พวกเรายิ้มขอบคุณเจ้าหน้าที่

ขับไป...เจอรถคันข้างหน้าหยุดจอด จอดทำไมนะโผล่หัวไปดู อ้าว "เจ้าลิง" ลิงหลายตัวมันครองพื้นที่บนผิวถนน รถจึงต้องค่อยๆคืบไปทีละนิด ทีละนิดในกลุ่มเรามีบางคนหยิบกล้องออกมาถ่ายรูปมันซะเลย แน่นอนว่าเราอยู่ในกระจก ไม่ให้อาหาร ขนม เด็ดขาด! ไอ้พวกนี้มันคงฝ่าฝืนป้ายที่เขียนเอาไว้ที่ด่านแรก แหม ...มันมาตั้งด่านดักเราที่นี่ ซะนี่ เดี๋ยวก็ฟ้องเจ้ากรมป่าไม่ซะหรอก

ต่อ

ถึงบ้านพักเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ประมาณห้าโมงเย็น ฝนที่ตกพรำตลอดการเดินทางเบาลงยอดหญ้าเปียก ออกมาจากรถ....สดชื่นจริงๆเลย อากาศดี

กวาง ผมตกใจมากที่มองเห็นกวางมีกวางหลายตัวยืนเรียงกัน ยังกับรูปปั้นในสวนสาธารณะ มันเป็นกวางจริงๆ ยืนกินหญ้า บางตัวมองพวกเรา พวกมันไม่มีทีท่าตื่นเต้น หรือตกใจเลยนับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่อยู่ไกล้กับกวางขนาดนี้โดยไม่มีรั้วกัน ระยะห่างจากที่เรายืนอยู่ ประมาณห้า 5เมตรเอง..

เขาใหญ่ มาคราวนี้เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว นานจนผมจำไม่ได้ว่านอนตรงไหน และสถานที่นั้นมีชื่อว่าอะไร แต่ยังจำได้ว่ามากับใคร....^^

ครั้งนี้เรามากันหลายคน มีพี่ๆเพื่อนๆน้องๆ และอาจารย์ จำนวนหนึ่งเรามาทำไมฮะ ก็เป็นโครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์นกเงือก ผสมกับศิลปะ เพราะศิลปะนี่แหละครับ ผมก็เลยได้มาเขาใหญ่กับเขาด้วย ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ที่นี่มองไปทางไหนก็มีแต่รอยยิ้ม เจ้าหน้าที่บางท่านหน้าตาดุ บางท่านมีหนวดเครายาว ผิวดำกร้าน แต่ยิ้มหวาน และใจดี ....

ตกค่ำ หลังจากกินอาหาร ดื่มน้ำพวกเราก็เข้าห้องประชุม ฟังการบรรยายเกี่ยวกับเขาใหญ่ และนกเงือก อาจารย์ท่านหนึ่ง สุภาพสตรี ใส่แว่น ผมสั้น สวมเสื้อสียีนส์อายุราว 50ท่านได้เล่าประวัติของนกเงือกโดยละเอียด ลักษณะสายพันธุ์ ชนิด ธรรมชาติของมัน การหาอาหาร การทำรัง การเลี้ยงลูก และความรักของมัน พร้อมภาพประกอบบนจอ สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจนกชนิดนี้ก็คือ ความรัก นกเงือกมีความรักแบบผัวเดียวเมียเดียว จนสิ้นอายุขัย และอยู่กันเป็นครอบครัว แถมตอนที่แม่ฟักไข่ พ่อก็จะเป็นผู้หาอาหาร น่ารักนะ..

ข้อมูลเกี่ยวกับนกเงือก ที่นี่ครับ http://www.thaihornbill.org/

ทาก หลังจากฟังเรื่องนกเงือกจบลง พี่เจ้าหน้าที่ป่าไม้คนหนึ่ง ก็เข้ามาบรรยายต่อเรื่องทาก พี่ท่านคนนี้ชื่อ พี่อำนวย สวมเสื้อสีเหลือง ผิวคล้ำ เสียงดังฟังชัด "ผมขอไม่ใช้ไมค์ เพราะเสียงผมดัง" จริงอย่างที่แกกล่าวไว้ พี่นวย แกมีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่อง สนุก มันส์ เร้าใจมาก และก็...ตลกสุดๆด้วย

ทำไมต้องบรรยายเรื่องทาก ก็ทากนี่ มันน่ากลัวนะสิครับ ทุกคนก็รู้ว่าป่าบนเขาใหญ่มีทากทากมันตัวยืดหยุ่น ลื่น กระดืบ กะดื๊บ บบบ แถมอาหารที่มันต้องการ ก็มีแต่ เลือด เลือด เลือดคน เลือดกวาง เลือดวัวป่า ฯลฯ

พี่อำนวย ทำไห้เรารู้จัก เจ้าทากมากๆๆๆเป็นลำดับ แกอยู่ที่เขาใหญ่มาหลายปี แกสงสัยและก็เริ่มวิจัย ในแบบฉบับชาวบ้าน เอามันมาดูดเลือด สังเกตุ ทดลองสารพัด การบรรยายมีภาพประกอบที่ละเอียดมาก...ทากมันตัวเล็กนิดเดียว แต่ คนหลายๆคนในที่ประชุมต่างก็ รู้สึกแขยงกันไปหมด พี่อำนวยทดลองมาหลายปี ทำจนกระทั่งมันกลายเป็นผลงานวิจัยที่ยอดเลยนะแกบอกว่า"ผมวิจัยเฉพาะทากเขาใหญ่เท่านั้นนะ"

ผมเองก็เคยมีประสบการณ์การโดนทากสูบเลือด ห้าปีที่แล้ว...ที่เขาพะเนินทุ่ง แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ผมกับเพื่อนอีกสองคนเดินป่า มุ่งสู่น้ำตก ตอนนั้นเวลาบ่ายแก่ ป่าชื้นมาก ทั้งๆที่รู้ว่ามีทาก แต่ชะล่าใจ คิดว่าเดินไวๆ มันจะมาเกาะได้ไง... จนกระทั่งเดิน เดิน แล้วผมก็รู้สึกว่าในรองเท้าของตัวเองมันหนืดๆ เหนียวชอบกล เลยหยุดเดิน ถอดถุงเท้าออกมาดู โหย เลือดแดงชุ่มเท้าเลย เจ้าทากตัวอ้วนมันเพิ่งอิ่มเลือด....เพื่อนอีกคนก็รู้สึกว่าที่ก้นมีอาการมีของเหลวเหนียวๆ เลยถอดกางเกง จ๊ากส์ ....เลือด มันกัดที่ก้น ส่วนอีกคนก็มีทากเกาะที่ต้นขา ตั้งสามตัว จ๊ากส์ส์...มันร้องเสียงดังลั่นป่าแต่ยังไม่มีเลือดออกเพราะมันกำลังดูดอยู่....ผมเอามีดพกเขี่ยทากออก เราสามคนต้องย้ายมาตรวจกันบริเวณที่มีแสงแดด เพราะทากมันไม่ชอบแดด ...ความรู้สึกมันน่ากลัว และสยองพอสมควรนะ แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว

ทากแต่ละสถานที่ มีคุณสมบัติไม่เหมือนกันนะครับ เช่น ทากเขาพะเนินทุ่ง กระโดด ดีด เด้งได้ แต่สำหรับทากที่เขาใหญ่มัน กระดืบได้อย่างเดียว ซึ่งพี่อำนวยแกได้ทดลอง โดยแกไปนอนกางเปลล่อทากในป่า มันชูคอรออยู่ที่พื้นรอดูดเลือดแก เจ้าทากไม่ปีนต้นไม้ ไม่ไปไหน มันเหมือนว่า มันรู้จากอุณหภูมิของร่างกายเหยื่อ

ทากไม่กินเลือดสัตว์ที่ตายแล้ว พี่อำนวยเคยลองเอาซากสัตว์ที่ตายแล้ววางไว้ แล้วเรียกทาก...ทากมันเดินหนีหมดเลยครับ แล้วแกยังทดลองเอาไก่ชน เอานก มาให้กินทาก ปรากฎว่า ทั้งไก่และนก หนีหมดเลย แปลกมะ แกบอกว่าแกลองมาหมด ยังไม่พบว่าอะไรกินทาก อะไรปราบทาก แต่เจ้าทาก ก็แพ้ผงแป้ง มันจะดิ้นทุรนทุราย เมื่อโดนแป้ง....

การฟังบรรยายเรื่องเขาใหญ่ เรื่องนกเงือก และทากจบลงอย่าง สนุกและได้ประโยชน์มาก หลังการบรรยาย พวกเราต่างแยกย้ายกันเข้าที่พัก คืนนั้นนอนแล้วก็คิดถึงแต่ ทาก

ข้อมูลเกี่ยวกับ เจ้าทาก http://www.sarakadee.com/feature/2003/07/leeches.htm

(ยังไม่จบ เดี๋ยวมาต่อ)


edit @ 2006/10/13 17:19:19