EAT

stamp

posted on 21 Jan 2007 16:24 by lolay in EAT

ตราประทับใจ

KAE (คาซูเอะ โคโมริ) เรียกชื่อเล่นว่า ไค เพื่อนผมชาวญี่ปุ่นคนนี้ เธออาศัยอยู่ที่ ฟุกุโอกะ ผมได้พบเธอช่วงที่ผมไปทำงานที่ฟุกุโอกะ (ปี2005)ไคเป็นเพื่อนที่น่ารัก ชอบทำขนม เล่นกีฬา (สโนว์บอร์ด) ชอบงานศิลปะ สามปีก่อนที่จะพบกับไค เธอเข้ามาเป็นอาสาสมัครที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ ฟุกุโอกะ เอเชียนอาร์ตมิวเซียม

จนปี 2005 ที่ผ่านมา ช่วงเวลาดังกล่าวเธอก็มาทำงานในพิพิธภัณฑ์ศิลปะอีกครั้ง ทำให้เราได้พบกัน นอกจากไคแล้ว..ผมยังได้รู้จักอาสาสมัครอีกหลายคน นักศึกษาญี่ปุ่นนิยมทำงานตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ ในวันหยุด หรือปิดเทอม ซึ่งในวันนึงยังอาจรับงานถึงสองจ๊อบ ทึ่งมากเลยครับ.......เช่น เป็นครูสอนพิเศษ ทำงานในซุปเปอร์มาเก็ต ร้านขายซีดี ร้านอาหาร จนดูเหมือนว่า..การชอบทำงานนอกเวลาจะกลายเป็นวัฒนธรรมของนักศึกษาในญี่ปุ่นไปแล้ว แม้กระทั้งคนแก่ที่เกษียนอายุจากงานประจำที่เคยทำ ก็ยังเข้ามาเป็นอาสาสมัครใน พิพิธภัณฑ์ศิลปะ ที่สำคัญพวกเขาดูเต็มใจทำงานกันจริงๆ ใบหน้ามีแต่รอยยิ้ม

ก่อนที่ผมกับไคจะรู้จักกัน ไคบอกว่า เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับเมืองไทย และพอรู้เรื่องเมืองไทยพอสมควร เมื่อพบกันทุกๆวัน จึงสอนเธอพูดภาษาไทย เช่นเดียวกันกับที่ผมก็หัดพูดภาษาญี่ปุ่นไปด้วย ....ฮ่าๆๆๆ ที่ขำมากๆคือ คนญี่ปุ่นกับคนไทย มีความแตกต่างกันในการออกเสียง ลิ้นมันแข็ง ยาก....คำบางคำที่ง่ายๆสำหรับคนไทย ก็ดูเหมือนจะยากแสนยากในการออกเสียง แต่ไค ...โคตรพยายามมากๆๆ

หลังจากเสร็จภาระกิจ ผมกลับมาเมืองไทย เรายังคงติดต่อกันทางอีเมล์ อย่างสม่ำเสมอ จนวันนึงไคตัดสินใจ มาเที่ยวเมืองไทย ผมไปรับที่สนามบิน วันต่อๆมาพาไปเที่ยวหัวหิน พาไปรู้จักกับเพื่อนๆของผมอีกหลายคน พาไปเที่ยวสถานที่สำคัญต่างๆ ไม่พ้นต้องพาไปวัดพระแก้ว กินต้มยำกุ้ง กินส้มตำ ไปสวนจตุจักร ตามสูตร ฮ่าๆๆ

ตอนที่พาไปหัวหินไคได้พบกับคุณแม่ของผม และหลานชายวัย ป. 5 พูดกันค่อยไม่รู้เรื่องแต่ก็สนิทกันด้วยภาษามือโบ้ๆ เบ้ๆ จนเข้าใจกันแม่เรียกไคว่า ตะไคร้ ฮ่าๆๆๆ

ไค กลับไปญี่ปุ่นอย่างมีความสุข พร้อมกับความทรงจำดีๆ แต่เพี่ยงไม่กี่เดือน ไคก็มาเมืองไทยอีกครับ ฮ่าๆๆๆ ดูท่าเธอจะรักเมืองไทยมากๆ ตอนนี้ไคมีเพื่อนคนไทยที่สนิทกว่ายี่สิบคนมิตรภาพแห่งความเป็นเพื่อนนี่ดีจริงๆครับ ^^

ไคมีความไฝ่ฝันว่าจะทำร้านขนม เนื่องจากความรักการทำขนมเป็นที่สุด ปัจจุบันไคทำขนม เป็นชื่อผลิตภัณฑ์ ของเธอเอง มีชื่อว่า Kae-Ro แม้ยังไม่มีร้านเป็นของตัวเอง แต่ไคก็ทำทุกวันไปส่งตามร้าน ล่าสุดไคกำลัง เรียนภาษาไทยอย่างตั้งใจมากๆ เพราะอยากมาเมืองไทยบ่อยๆ

ครั้งล่าสุดที่ไคมาเที่ยวเมืองไทย ในวันที่ไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผมให้สมุด แก่เธอไปเล่มนึง ระหว่างรอเช็กอิน ผมเลยขอสมุดมาวาดการ์ตูนเล่นไปพลางๆ ฮ่าๆๆๆๆ

ต่อมา ไคอีเมล์มาบอกผมว่า จะขอเอารูปที่ผมวาดเล่นๆ มาเป็นโลโก้ ได้มั๊ย ฮ่าๆๆๆ ผมงงนิดหน่อยและแปลกใจมาก ถามไคไปว่า..."แน่ใจเหรอไค ผมวาดใหม่ให้ดีกว่ามะ ...."ไคตอบว่า "ฉันชอบอันที่ โลเลวาดเล่นๆ" ฮ่าๆๆๆ

ในที่สุด ไค ก็มีโลโก้ขนมเป็นของเธอ Kae-Ro

ฮ่า ฮ่าฮ้า เรื่องของไค ^^


edit @ 2007/01/21 20:22:46

การรู้สึกหิว และได้นั่งรับประทานอาหาร จ้องมองอาหารด้วยแววตาคมกริบ ดังเสือมองเหยื่อจนน้ำลายสอ ...มันช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขเหลือเกิน...อาหารแบบไทยๆ เช่นปลาทูทอด ไข่ดาว น้ำพริก ข้าวสวยร้อนๆจากหม้อ กินกับแฟน กิน กับแม่ กินกับน้อง กินกับหลาน กินกับใคร ก็อร่อย กินกับศัตรู ก็ยังอร่อย

ครั้งแรกที่นัดเดท ก็อ้างเรื่องชวนไปกินข้าวนี่แหละเริ่มคบก็กิน คบกันนานๆก็ยังตะเวนหาร้านกิน ถึงเวลาที่บอกเลิกก็กินตะ ตะ แต่....ต้องให้กินข้าวอิ่มก่อน...เพราะหลังจากทราบว่าต้องแยกทางกัน อกกลัดหนองกินข้าวไม่ได้ ก็ยังดี หายห่วงเพราะมีอยู่ปริ่มท้องแล้ว อย่างน้อยก็หมดห่วงไปได้เรื่องหนึ่ง คนอิ่มท้องน้ำตาไหลไม่ค่อยถนัดนัก...

เวลากินข้าวเป็นเวลาที่ครอบครัวได้พร้อมหน้าพร้อมตากันครบ เว้นแต่ว่า สมาชิกในครอบครัวผู้นั้น ไม่ได้อยู่ด้วยเท่านั้น...ต้องเรียก ตะโกนกัน หลังจากจัดสำรับวางแหมะเป็นที่เรียบร้อย บนเสื่อกก น้ำดื่มเตรียมพร้อมป้องกันเหตุ ข้าวติดคอ

ข้าวอร่อย มักทำให้คิดถึงคนที่ไม่อยู่ร่วมวง อยากให้ คนๆนั้นมานั่งกินด้วยกัน ยิ่งกินหลายคนมันก็ยิ่งอร่อยนักแล.....แย่งกันตัก แย่งกันเติม แป๊บเดียวข้าวก็หมดหม้อ น้ำแกงแห้งจนก้นหม้อ ใครมีข้าวเหลือ เทลงไปในหม้อคลุกขยี้น้ำแกงที่หลงอยู่ ตักซวบเข้าปาก แหม..อร่อย

เวลาอาหาร นี่แหละเหมาะ ให้อาหารลงท้องสักหน่อย พออิ่มแล้วอะไรก็ง่ายขึ้น ความเครียดพลันคลาย ความสุขชะโลมใจ

ตบท้าย ด้วยไอติมกระทิสักหนึ่งถ้วย ทุเรียนสักหนึ่งพลู บัวลอย

อะ อะ อิ่ม พอดี


edit @ 2006/10/13 17:06:23

หิวกล้วยแขก

posted on 27 Jun 2006 22:54 by lolay in EAT

กล้วยแขก

กล้วยแขก กล้วยชุบแป้งทอด สไตล์ไทยๆ จำไม่ได้...ว่าเริ่มหัดกินกล้วยแขกเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ การกินกล้วยแขก เป็นเรื่องไม่ยาก แค่อ้าปากและ งับ งับ งับ กล้วยแขกบางร้านแข็งบางร้านนิ่ม และในถุงกล้วยแขก จะมีผง ผงนี่ก็คือเศษแป้งที่ได้จากการทอด บางทีแป้งก็เกาะที่กล้วย มากน้อยแล้วแต่เทคนิคของป้า ผมคิดว่ากล้วยแขกอยู่คู่กับคนไทยมานานแสนนาน เผลอๆก่อนผมเกิดซะอีก (มันก็แน่อยู่แล้ว)

ณ กรุงเทพฯ บริเวณสี่แยกไฟแดง จักรพรรดิพงษ์(ย่านนางเลิ้ง) มีร้านกล้วยแขกอร่อย ผมมักจะเดินเลียบไปแถวๆบริเวณนั้นบ่อยๆ จึงได้ลิ้มรสกล้วยแขก ราคาถุงละ 10 บาท ในถุงมีจำนวนกล้วยแขกประมาณ5-6 ชิ้น

กล้วยแขกที่อร่อย ต้องกินเลย อย่าไว้นานมาก ไม่งั้นน้ำมันจะหืน (มีคราบน้ำมันเยิ้ม) นั่นก็คือว่าเมื่อหลุดพ้นจากน้ำมันในกระทะ ใส่ถุง ตกมาอยู่ในเงื้อมมือเรา จากนั้นก็ควร งับ งับ งับ ขอเตือนอย่าเก็บไว้จนดึก ^ ^

นานมาแล้วคนที่จะซื้อกล้วยแขกย่านนี้ต้องเดินมาซื้อ หรือไม่ก็ขับรถผ่านมาแล้วโชคดีรถติดไฟแดงพอดี ไขกระจก ส่งเสียงเรียก "กล้วยแขก" จากนั้นคนขายก็จะส่งถุกล้วยแขกมาให้ จ่ายสตางค์ เผ่น.....

บ่อยครั้งที่สัญญาณไฟสี่แยกเป็นไฟเขียว....หากท่านหยุดจอดซื้อ จะเป็นปัญหากับการจราจร ทำให้คันหลังอาจมีน้ำโห แต่หากคนหลังอยากลิ้มรสกล้วยแขกด้วย ท่านก็โชคดีไป อย่าลืมว่าการซื้อกล้วยแขกตอนไฟเขียว มันไม่ดีต่อส่วนรวม

เวลาทำให้ เด็กโตขึ้น..... กล้วยแขกก็โตขึ้น จากเดิมที่ผู้หิวกล้วยแขกย่านนี้ เคยหยุดจอดซื้อที่จุดหน้าร้าน และรอลุ้นไฟแดง เดี๋ยวนี้มีคนขาย เพิ่มหลายคน เพียงแค่ขับรถมาที่แยกจักรพรรดิพงษ์ พอรถติดไฟแดง จะมีคนขายหลายๆคนเดินถือถุงมาถึงรถท่าน เพียงแค่ไขกระจกลง จ่ายเงิน และเผ่นเมื่อไฟเขียว

ไม่นานมานี้ ผมเดินไป เห็นป้าย เขียนโดยตำรวจ ติดที่เสาไฟมีบรรยายข้อความว่า "ไม่ให้ซื้อกล้วยแขกจากคนเดินขายที่สี่แยก เพราะทำไห้เกิดปัญหากับการจราจร "

การขายกล้วยแขกแบบผู้ขายเดินมาขายที่กระจกรถ ดำเนินมานานพอสมควรทำให้เกิดการสร้างความเคยชินกับผู้หิวกล้วยแขก .....ผมเห็นคนหลายคนที่รถติดไฟแดง พยายามเปิดกระจก และมองหา กล้วยแขก และต้องผิดหวังเศร้า

สรุป...แล้วเดี๋ยวนี้ ณ ปัจจุบันเป็นยังไง?พบว่ายังมีการขายกล้วยแขก...แบบเดินมาถึงกระจกรถอยู่นะ แม้ตำรวจจะห้ามก็ตาม!!!!!!!

"กฎของตำรวจก็มีเหตุผลนะ"หนึ่งในคนขายกล่าว และเดินขายต่อไป

"เดินขายอย่างงี้มันทำให้รถติดครับ ผมก็เห็นใจคนค้าขาย กล้วยแขกเขาก็อร่อยดี" ตำรวจนายหนึ่งที่สี่แยกกล่าว

"อีฉันขอไม่ออกความเห็น ก็มันหิว อยากกินงะ"คนหิวกล้วยแขกในรถยนต์กล่าว

งับ งับ งับ



edit @ 2006/10/13 17:21:23

โลตลีบอยส์

posted on 20 Jun 2006 03:58 by lolay in EAT

.........ผมกำลังนั่งกินขนมชนิดหนึ่งที่มีรสชาติกลิ่นกาแฟ แป้งนุ่มผสมกรอบหยุ่น

จุดเริ่มต้น

ย้อนกลับไปเมื่อ คลับคล้ายคลับคราว่าเป็นเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว กวาง (แฟนผม) กลับมาจากอเมริกาช่วงเวลาสั้นๆประมาณสามสัปดาห์

วันหนึ่งเธอไปสยาม กลับมาเธอหิ้วขนมกลิ่นกรุ่นๆมาฝากผม บอกว่าให้กินซะ กว่าจะได้มายากไม่ใช่เล่นๆนะ ผมหยิบใส่ปาก แล้วหัวเราะ ฮ่า ฮ่า ฮ่าทำไมต้องทำขนาดนั้น เจ้าขนมนี้มีชื่อจริงๆว่าไรผมก็ไม่เคยค้นคว้า กวางเรียกมันว่า "โรตีบอย"

เธอเล่าว่าต้องไปยืนต่อคิว ตามประสาคนบ้าเห่อ...คุณค่าของมันอยู่ที่รสชาติ หรือว่าความทรหด อดทนรอเพื่อที่จะได้มันมากันแน่ ผมได้แต่สงสัย และฟัดมันไปได้แค่ครึ่งก้อน....

ไม่นานหลังจากนั้นผมก็ได้ไปเห็นกับตาตัวเอง ในวันที่ผมไปสยาม.....โหย คนต่อคิวกันโคตรยาวเลยหญิงชายสวยเก๋เ ท่ห์ ล่ำ ยืนน้ำลายสอ ยืนตากแดด รอซื้อ....มันอะไรกันนี่

ทำให้ผมหยุดกึกและ...นึก พยายามนึกถึงรสชาติ ที่เคยลิ้มรส เมื่อวันที่กวางซื้อมาให้กิน นึกถึงน้ำใจของเธอ ที่นำของแปลกมาฝากคนรัก

กวางกลับไปอเมริกา ธันวาคมอากาศปีนี้หนาวดี เจ้าโรตี้บอยไม่เคยตกท้องผมเลย เป็นเพราะผมไม่เคยพยายามมั้ง หลายเดือนต่อมา ล่วงเลยมา ล่วงมา จนเข้ามาสู่ปีใหม่ และ และล่วงมาจน.........

มีนาคม ที่หัวหิน ระหว่างจอดรถที่ ซุปเปอร์มาเก็ต แห่งหนึ่งที่ครอบครัวเราเรียกว่า คอมเพล็ก (คนหัวหินจะรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน) ที่หน้าตึกมีรถเข็นคันหนึ่ง ขายขนม ชื่อว่าโรตีบอย ฮ่า ฮ่า ความทรงจำเรื่องโรตีบอยที่สยามหวนกลับมา ผมเลยซื้อไปหนึ่งชิ้น ราคาชิ้นละ สิบห้าบาท รถชาติมันก็คล้ายๆอยู่นะ ผมถามว่าขายดีมะ "ก็พอขายได้" ปรกติคนขายโรตี ต้องเป็นคนแขกนะ ฮือระบาดมาถึงหัวหินเชียวนะ ผมชวนให้แม่และหลานกิน พลางเล่าโม้ "ขนมนี้นะ ที่กรุงเทพ เขาฮิตมาก มีคนต่อคิวยาวเหยียด เอ้า กินซะ" ทั้งแม่และหลานทำหน้างง และเขมือบ ผมจ้องหน้า ถามว่า เป็นไงอร่อยมะ

เมษายน ผมมีงานที่ต้องมาทำที่สยามบ่อยๆ แทบจะทุกวัน วันหนึ่งสองสาวแป้งกับนวลก็ซื้อโรตีบอย(ของสยาม)มาฝาก ผมกินไปครึ่งชิ้น อร่อยหรือวะ นึกสงสารน้องสองคนที่คงต้องไปรอคิวตากแดดนานพอสมควรจึงจะได้มันมา ว่าแล้วผมก็โซ้ย จนหมด.....

พฤษภาคม ยังทำงานที่สยามไม่จบ วันนั้นผมกับเพื่อนเดินผ่านร้านโรตีบอย เช่นเคยภาพที่เห็นมีคนต่อคิว แต่ไม่ยาวเท่าไหร่ ฮืม เราควรไปยืนต่อคิวดีมะเพื่อที่จะได้ลิ้มรสชาติการยืนรอ แต่นึกไป ...อืม เราก็ไม่ได้อยากกินถึงขนาดหนักนี่ แต่ แต่ ก็อยาก....

เดินเลย เลย มาจนพ้นระยะ เพื่อนผมมันถาม "มึงอยากกินป่าววะ กูเห็นมึงมองจังเลย"ผมตอบกลับไปว่า เฉยๆ นึกในใจไม่อยากยืนตากแดด .....แดดมันร้อนนะ

"เฮ้ย มีโรตีผี แพงกว่าห้าบาทเอาปะ" โรตีผี ....เพื่อนผมมันชี้ไปที่เชิงสะพานลอยที่เชื่อมขึ้นไปสู่รถไฟฟ้าบีทีเอสมีชายหน้าตาดำๆในมือถือถุงภายในบรรจุขนมเต็มไปหมดหลายก้อน

แต่ แต่....โรตีผีมันกินได้ป่าววะ มันโรตีปลอม ก็อบปี้มาป่าววะ มีงี้ด้วยหรือวะ

ความจริง..โรตีผี...นี่ก็คือ โรตีบอยจริงๆนั่นแหละเพียงแต่ว่า มันถูกซื้อ และนำมาขายอีกที ที่คนขายหน้าดำ เหงื่อคลัก นั่นก็เพราะว่า เขาเสียสละไปกับการยืนรอคิว "แพงกว่าห้าบาท"

โอเค....ผมควักเงินในกระเป๋า ซื้อโรตีผี กินโรตีผี แบ่งกับเพื่อนคนละครึ่ง

โรตีผี มันคงไม่หลอกเราหลอกนะโรตีผีก็คงเหมือนกับตั๋วผี ซีดีผี โอย..ผมมันช่างอ่อนโลก

นับจากวันนั้นผมก็ลืมไปเลย .......................

บทลงท้าย

ผ่านไป ผ่านไป จนวันหนึ่งเมื่อสัปดาหที่แล้วกลางดึกคืนหนึ่ง ไปเซเว่นอีเลเว่น หิว ซื้อสโม๊กกี้ไบท์ ตาเหลือบไปเห็น เจ้าสิ่งหนึ่งตัวกลมๆสีน้ำตาลเข้ม คุ้นๆแฮะ

เฮ้ย.....มะ มะ มันหน้าตายังกะโรตีบอย หยิบพิจารณาดูประมาณสามนาที่ นานไปแล้ว

ผมเลยซื้อ ราคาสิบหกบาท หลังจากเขมือบสโม๊กกี้ไบท์จนเกลี้ยง

ผมก็ฉีกซอง แคว๊กซ์ หน้าซองมันบรรยายสรรพคุณ...ไม่สิ เป็นชื่อต่างหาก...มีชื่อว่า "ซันมาเบิ้ล คอฟฟี่บัตเตอร์" รสชาติมัน....มัน โรตีบอยชัดๆ

ผ่านไป เวลาผ่านจนถึง ณบัดนี้ ผมฟาด ไป สี่อัน ในระยะเวลาสี่วัน นั่นหมายความว่าผมกินมันวันละอัน

ตอนนี้โรตีบอย มันระบาดแล้วหากินได้ไม่ยากเลย

ใครเป็นคนคิดขนมอันนี้ขึ้นมาคนแรก บัดนี้มันมีอยู่ทั่งประเทศแล้ว

เจ้าโรตีบอย ทีเด็ดของเจ้าคือรสชาติความอร่อยหรือว่ารสชาติของการเข้าแถวต่อคิว

เรื่องราวเป็นอันจบ



edit @ 2006/10/13 17:24:54